Article | เรื่องเล่าของสองหน้ากาก - FutureTales Lab

เรื่องเล่าของสองหน้ากาก

May 01, 2020

  • ในช่วงไตรมาสแรกของ 2563 ไวรัส covid-19 ระบาดไปทั่วโลก จนในขณะนี้ องค์กรอนามัยโลก WHO ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า เป็นการระบาดใหญ่ลุกลามไปทั่วโลก (Pandemic)  
  • จากจุดศูนย์กลางเริ่มต้นของไวรัสที่ระบาดในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ข้ามทวีปไปถึงอิตาลีและอิหร่าน ที่ต้องปิดประเทศเพื่อกักบริเวณป้องกันการระบาดของไวรัส  
  • ผลกระทบของ covid-19 ไต่ระดับสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความกลัวการติดไวรัส การรักษาสุขภาพ รวมไปถึงกระทบกับการดำเนินชีวิตของคนทั่วโลก
  • ในทุกๆ นาที มีการประกาศคนติดไวรัส สั่นประสาทประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเมือง ทุกประเทศ ซึ่งเป็นที่มาของการตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ความเสี่ยงที่ไม่แน่นอนในครั้งนี้ 
  • ไม่ใช่เพียง covid-19 ที่สร้างความตระหนกให้กับสังคม ในหลายเมืองหลักของเอเชียยังต้องสลับหน้ากากป้องกันกับสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อีกด้วย
  • ฝุ่นควันปกคลุมท้องฟ้าสีหม่น สร้างความกังวลใจให้กับคนเมืองที่เหมือนถูกบังคับให้อยู่แต่ในที่พัก โดยที่ไม่มีสัญญาณการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม 

จากความโกรธสู่ความกลัว

  • การระบาดของ covid-19 ทำให้ประชาชนทั่วโลก โดยเฉพาะในอเมริกา ยุโรปและเอเชีย อัพเดทโลกออนไลน์นาทีต่อนาที อีกทั้งรัฐบาลออกกฎห้ามการชุมนุม หรือ ทยอยแจ้งปิดโรงเรียน หรือสถานที่สาธารณะต่างๆ
  • ด้วยมาตรการด้านความปลอดภัยเหล่านี้ ทำให้บางคนไม่พอใจ และไม่ปฏิบัติตามที่รัฐฯประกาศ
  • ผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องโต้แย้งเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของเชื้อโรคร้าย ในขณะที่มีการเอ่ยถึงว่าอะไรคือเหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังนโยบายเหล่านั้น 
  • ข้อมูลต่างๆ ผ่านช่องทางดิจิทัล ทำให้ผู้คนสับสนเรื่องการดูแลสุขภาพและรักษาอนามัย และมองไม่เห็นทางออกในอนาคตที่ต้องเผชิญ ส่งผลให้ผู้คนส่งต่อข้อมูลที่ทำให้เข้าใจผิดและสร้างความคิดแง่ลบออกมา ในขณะเดียวกัน ประชาชนก็กังวลถึงความปลอดภัยถึงครอบครัว ความปลอดภัยในที่ทำงาน แนวทางการป้องกันตัวเอง  ไม่มีใครเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างแท้จริง 
  • ตอนนี้ในอเมริกา กีฬายอดฮิต อาทิ บาสเก็ตบอล หรือ ฮอกกี้น้ำแข็ง ประกาศหยุดฤดูการแข่งขันเช่นเดียวกับลีกฟุตบอลต่างๆ ในยุโรป เช่น ลาลีกาในสเปน และ เซเรียอาในอิตาลี เป็นต้น ในขณะที่ทางคณะกรรมการโอลิมปิกสากลจะดำเนินการเช่นไรกับการจัดโอลิมปิกที่ประเทศญี่ปุ่น  
  • คาดการณ์ว่า มีเด็กกว่า 470 ล้านคนทั่วโลก ถูกเก็บตัวที่บ้านจากการไปโรงเรียนโดยส่วนใหญ่จากจีน และเมื่อไม่นานมานี้ในอเมริกา
  • ตอนนี้ดูเหมือนกระดาษชำระและเส้นพาสต้าถูกเทียบมูลค่าเหมือนกับทองคำ
  • สำหรับชาวตะวันตกอาจไม่คุ้นเคยกับการถูกบังคับกักบริเวณ ซึ่งอาจนำไปความวุ่นวาย (ในสังคม)
  • ส่วนชาวตะวันออก หลายประเทศมีประสบการณ์กับการเผชิญโรคระบาดของซาร์สในปี 2546 ทำให้ภาครัฐจนถึงประชาชนทั่วไปมแนวทางป้องกันโรคร้ายได้ดีกว่าฝั่งตะวันตกมาก 
  • ในช่วงเดือนมกราคม เกาหลีใต้เริ่มสร้างชุดทดสอบผู้ติดเชื้อ covid-19 แบบไม่มีค่าใช้จ่ายและตอนนี้มีคนขอตรวจเชื้อกว่า 10,000 เคสต่อวัน  ในทางกลับกันอเมริกามีชุดทดสอบฯ เพียง 75,000 ชุดทั่วทั้งสหรัฐในแบบมีค่าใช้จ่าย  ซึ่งหมายความว่าชาวอเมริกามีแนวโน้มติดเชื้อไวรัสสูงกว่าที่รายงานไว้ 

ท้องฟ้าสีหม่นจนกลายเป็นเรื่องปกติ

  • ในเอเชีย มีข่าวการระบาดของ covid-19 ในทุกสื่อและเตือนให้ประชาชนในเมืองตระหนักถึงมาตรการป้องกันสุขภาพและความปลอดภัยถึงแม้ว่าจะไม่มีไวรัสก็ตาม  
  • ในประเทศไทย มลพิษต่างๆ เป็นเหตุให้ต้องปิดโรงเรียนหลายแห่ง ตั้งแต่ต้นปี 2563 โดยเฉพาะเชียงใหม่ติดอันดับต้นๆ ของมลพิษทางอากาศในโลกที่เลวร้ายที่สุด
  • หากเปรียบเทียบกับการระบาดของ covid-19ปัญหาฝุ่นพิษเกิดจากวงจรที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่ไม่มีใครพยายามจะหันมาแก้ไขทั้งที่เห็นสาเหตุที่ชัดเจนและสามารถป้องกันมลภาวะด้านอากาศนี้ได้ 
  • นอกจากประเทศไทยที่ขึ้นชื่อว่ามลพิษทางอากาศย่ำแย่แล้ว ยังรวมไปถึงจีนและอินเดีย
  • ในประเทศจีน การวิจารณ์เกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลอาจถูกเซ็นเซอร์หรือผิดกฎหมาย ทั้งนี้ มีนักวิทยาศาสตร์ด้านข้อมูลได้ดึงข้อมูลความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างมลพิษทางอากาศกับภาวะอารมณ์ (ที่ไม่พอใจ) ของผู้ใช้สื่อออนไลน์ในจีน ค้นพบว่า สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่สุดคือ ประชาชนต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถสร้างอนาคตได้ด้วยมือของตัวเอง  
  • ในไม่ช้าความหงุดหงิดจะเปลี่ยนเป็นรู้สึกพ่ายแพ้ (คิดว่าน่าจะหมายถึงความสิ้นหวังของนโยบายภาครัฐ) และความรู้สึกเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องปกติไปในที่สุด ส่งผลให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ยั่งยืนและไม่มั่นคงของสังคม  
  • ความจริงที่น่าผิดหวังนี้ ทำให้คนในเมืองกังวัลกับมลพิษนี้ การสูด PM2.5 เข้าไปมากเกินถูกพิสูจน์ว่าจะส่งผลระยะยาวกับการทำงานของปอดและทางเดินหายใจ เป็นผลให้ผู้คนเลิกกิจวัตรประจำวัน (พฤติกรรม/การเดินทาง/การใช้จ่าย/การท่องเที่ยว เป็นต้น) เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและครอบครัว แต่สำหรับผู้มีรายได้น้อย จะเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเหล่านี้คงเป็นเรื่องยาก
  • วิจัยพบกว่า ผู้มีรายได้น้อยจะโดนผลกระทบโดยตรงจากการยกเลิกงานหรือสถานที่ทำงานถูกปิด ทำให้ขาดรายได้แม้แต่การหาซื้อหน้ากากอนามัยยังเป็นเรื่องยาก ประชาชนกลุ่มนี้ต้องดิ้นรนเพื่อรับค่าแรงพื้นฐาน เปรียบท้องฟ้าสีหม่นเหมือนอนาคตของสุขภาพและความเป็นอยู่ของคนกลุ่มนี้ก็คงไม่ต่าง 

จุดศูนย์รวมของความกังวล

  • ปัจจุบัน การไปศูนย์การค้า หรือ สถานที่สาธารณะ เราจะพบความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้น คือ ผู้คนที่เดินห้างกันบางตา หรือ ชั้นวางสินค้าที่ว่างเปล่า ผู้ที่มาซื้อของจะตรงเข้าไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็บและร้านขายยาเพื่อกักตุนของกินของใช้ที่จำเป็นสำหรับสุขภาพร่างกายตัวเองและคนในครอบครัว 
  • พื้นที่ต่างๆที่เคยมีคึกคัก ตอนกลับว่างเปล่าซึ่งไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากการระบาดของไวรัสหรือฝุ่นพิษกันแน่
  • ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดข้างต้น เห็นได้ชัดว่าประชาชนกลัวที่จะออกมาพื้นที่สาธารณะและพื้นที่เสี่ยงต่อสุขภาพ ตัวร้ายทั้งสอง (covid-19 & PM 2.5) ยังไม่มีวี่แววที่จะถูกปราบ มีผลทำให้คนหวาดกลัวไม่รู้ว่าสุขภาพและความปลอดภัยของตัวเองในอนาคตจะเป็นอย่างไร แม้แต่อากาศที่หายใจเข้าไปยังไม่แน่ใจว่าจะปลอดภัยเลย 

สิ่งที่ควรพิจารณา

  • ปฏิวัติการศึกษาให้เป็นรูปแบบดิจิทัล
  • พนักงานมีอิสระในการเลือกพื้นที่ทำงาน
  • ปรับปรุงให้ผู้คนเข้าถึงการดูแลสุขภาพให้ยืนยาวมากขึ้น
  • รับประกันเงินเดือนและสวัสดิการให้คนที่มีรายได้น้อยในยามวิกฤต
  • เปลี่ยนแปลงวิธี/แนวทางการเลี้ยงลูก (ในอนาคต)
ผลลัพธ์
การยืนยัน